
ตารางวัคซีนสุนัขที่ถูกต้องควรเริ่มฉีดเข็มแรกเมื่ออายุ 6-8 สัปดาห์ และฉีดกระตุ้นต่อเนื่องจนครบชุดตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคร้ายแรงที่อาจถึงแก่ชีวิต การวางแผนฉีดวัคซีนอย่างเป็นระบบช่วยให้สุนัขมีสุขภาพแข็งแรงและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุด
วัคซีนหลักประกอบด้วยวัคซีนรวมป้องกันโรคไข้หัดสุนัข (Distemper) ลำไส้อักเสบติดต่อ (Parvovirus) ตับอักเสบ (Adenovirus) และโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ซึ่งเป็นกฎหมายบังคับและจำเป็นต่อการป้องกันโรคที่มีอัตราการตายสูง วัคซีนเหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานที่สุนัขทุกสายพันธุ์ต้องได้รับโดยไม่มีข้อยกเว้น
ลูกสุนัขควรได้รับวัคซีนเข็มแรกที่อายุ 6-8 สัปดาห์ และฉีดซ้ำทุก 3-4 สัปดาห์จนกระทั่งอายุครบ 16 สัปดาห์เพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มที่ การเว้นระยะห่างที่ถูกต้องมีความสำคัญมาก เพราะหากฉีดถี่เกินไปหรือห่างเกินไปอาจทำให้ระดับภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอในการต้านทานเชื้อโรค
วัคซีนทางเลือก เช่น วัคซีนป้องกันโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือหวัดติดต่อในสุนัข (Kennel Cough) จะพิจารณาตามไลฟ์สไตล์และความเสี่ยงของสุนัขเป็นหลัก หากสุนัขของคุณต้องไปคลุกคลีกับสุนัขตัวอื่นบ่อยๆ หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงและมีหนูชุกชุม สัตวแพทย์มักแนะนำให้ฉีดวัคซีนเหล่านี้เพิ่มเพื่อป้องกันโรคเฉพาะกลุ่ม
หลังจากได้รับวัคซีนครบชุดในช่วงปีแรก สุนัขจำเป็นต้องได้รับการฉีดกระตุ้น (Booster) เป็นประจำทุก 1 ปี หรือตามดุลยพินิจของสัตวแพทย์ที่ประเมินจากระดับภูมิคุ้มกันในร่างกาย การฉีดกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอจะช่วยคงระดับแอนติบอดีให้สูงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคอยู่เสมอแม้สุนัขจะมีอายุมากขึ้น
ก่อนฉีดวัคซีนสุนัขต้องมีสุขภาพแข็งแรงไม่มีไข้หรืออาการป่วย และหลังฉีดควรสังเกตอาการแพ้ เช่น หน้าบวม อาเจียน หรือซึมผิดปกติภายใน 24-48 ชั่วโมง หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบกลับไปพบสัตวแพทย์ทันที นอกจากนี้ควรทำสมุดบันทึกวัคซีนเพื่อติดตามตารางการฉีดในแต่ละปีอย่างแม่นยำ
ส่วนใหญ่มักไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่สัตวแพทย์อาจแนะนำให้ฉีดกระตุ้นทันทีที่ทำได้เพื่อรีบสร้างภูมิคุ้มกันกลับคืนมา อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสถานการณ์เป็นรายตัว
จำเป็นต้องฉีดวัคซีนต่อเนื่องตลอดชีวิต เพราะเมื่อสุนัขมีอายุมากขึ้นระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มเสื่อมถอยลง ทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ง่ายกว่าสุนัขวัยหนุ่มสาว
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป หากเป็นเรื่องสุขภาพควรปรึกษาสัตวแพทย์